2007/Oct/24

ไปกทมคราวนี้พ่อสามีถามอีกแล้วว่าจะรับเงินเดือนไม่สมกับความรู้ความสามารถไปถึงไหน เริ่มบทสนทนาด้วยมีแผนจะอยู่เชียงใหม่ไปตลอดชีวิตหรือ แล้วจบบทสนทนาประมาณว่ารับใช้ชาติซักคน รับใช้ครอบครัวซักคนก็ดีนะ

จากนั้นก็คุยกับคนนู้ึนคนนี้ อุ้ย เงินเดือนเยอะกว่าเราทั้งนั้นเลยจริงๆด้วย มชมันไม่เห็นคุณค่าของอาจารย์หรือไง แค่อาจารย์ด้วยกัน ที่อื่นก็ได้เงินเยอะกว่าเรา จริงๆแล้วอาจารย์ส่วนใหญ่ก็ไม่สมควรได้เงินเดือนเยอะกว่านี้หรอกนะ เทียบกับงานที่ทำนะ รู้สึกว่าเปลืองภาษีประชาชน ถ้าอยากได้เงินเยอะกว่านี้คงต้องไปทำงานอย่างอื่น

จากนั้นเราก็มาลองคิดๆดู จริงๆแล้วถ้ารูเข้า (รายรับ) มันใหญ่กว่ารูออก (รายจ่าย) มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คนเรามันจะต้องการอะไรมาก คิดว่ากินอาหารโรงแรมห้าดาวมันอร่อยกว่ากินร้านเวียตนามเจ้าประจำหรือก็เปล่า มันเป็น Treat เล็กๆในยามอยากกินเค้กอร่อยๆเท่านั้นเอง เงินเดือนเท่าเราถ้ารู้สึกว่าไม่พอก็จะเป็นการดูถูกคนอีกกว่าครึ่งประเทศเท่านั้นเอง

ของแบบนี้ถ้าฉลาดเก็บ ฉลาดบริหารเงินๆก็จะงอกเงยเอง ก็ใช่ว่าเงินเดือนจะน้อยขนาดว่าไม่เหลือไว้ทำอะไรเลยรึก็เปล่า ถ้าคนได้เยอะกว่าห้าเท่าสิบเท่า แต่ใช้หมด มันก็แย่กว่าเราเสียอีกแน่ะ จริงบ่

edit @ 24 Oct 2007 20:09:12 by เจ้าเก่า

2007/Aug/26

รู้สึกว่าเขียนที่ไหนก็เขียนเรื่องตัวเอง เรื่อยๆเฉื่อยๆ ช่วงไหนเครียดเรื่องไหนก็บ่นเรื่องนั้น

เพื่อนซี้เป็นนักเขียน มี Theme ในการเขียนด้วย เขียนที่หนึ่งก็แบบหนึ่ง เก่งดี คนเขียนหนังสือเก่งนี่เก่งนะ เหมือนคนวาดรูปได้นั่นแหละ วาดได้ด้วยตัวเอง เก่งพิลึก

แถมไม่พอเธอมีแฟนอ่านเรื่องเป็นโรคจิตหลายคน (นี่ควรเป็นข้อดีหรือเปล่าไม่ทราบ) คนหนึ่งโรคจิตมากๆ เรียกโรคจิตเบอร์หนึ่งนะคะ ชนิดว่าอยากขยี้หัว (หัวคนเขียนนะไม่ใช่หัวตัวเอง) หรือจับลากไปโขกกำแพงด้วยความหงุดหงิด บางทีก็ต้องงึมงัมอยู่คนเดียวว่า -บ้าโรคจิตเอ้ย (เติมสรรพนามได้ตามความถนัด)

วันหนึ่งดิฉันไปบล็อกแฟนคลับของเพื่อนแล้วเจอโรคจิตเบอร์หนึ่ง ไปเขียนนู่นเขียนนี่ ก็คอมเมนต์แบบที่เคยๆ เหมือนรู้อะไรดีเหลือเกิน เข้าใจจิตใจของเจ้าของบล็อกเป็นอย่างยิ่ง บางครั้งเลื้อยเข้าใต้ร่มผ้าเจ้าของบล็อกด้วยซ้ำ ที่ทำกับเพื่อนซี้ดิฉันก็แบบนี้เหมือนกัน

เจ้าของบล็อกเค้าด่าแสบมาก อ่านแล้วสะใจ ดิฉันแค่อยากให้หล่อน (คิดว่าเป็นผู้หญิงนะ คงไม่ใช่เพศที่สามหรอก แต่ไม่ใช่ผู้ชายแน่นอน ถ้าเป็นผู้ชายต้องโรคจิตเบอร์สองค่ะ วันหลังถ้าอารมณ์ดีจะมาเล่าให้ฟัง) ไปเข้าโรงพยาบาบเช็คประสาทเท่านั้นเอง ทุกคนมีโรคประสาทของตัวเอง อย่างดิฉันเป็นคนชอบวางแผนจนตัวเองยังรำคาญ เป็นต้น บางทีก็อาละวาดไปวางแผนให้ชาวบ้าน (อันนี้ไม่ดี) กำลังจะพูดว่า ก็อย่าให้โรคประสาทตัวเองไปเดือดร้อนชาวบ้านก็แล้วกัน

เพื่อนดิฉันไม่รู้เธอถือคติอะไร ทนมาก ทนอย่างกะทรพีอดทนวัดรอยเท้าทรพาทุกวัน ทีเรื่องอื่นๆน่าทนกว่าตั้งเยอะ ดันไม่ทน ชะ แล้วอยู่ๆวันหนึ่งเธอก็หายไป จากบล็อกนั้น ดิฉันเข้าใจว่าเป็นเพราะโรคจิตเบอร์หนึ่ง เจ้าของบล็อกที่ด่านี่ก็เข้าใจเหมือนดิฉัน ไปอ่านเจอในบล็อกเธอน่ะนะว่าเธอเข้าใจเช่นนี้

ต่อมาวันหนึ่ง ถามเธอตรงๆว่าทำไม เธอว่าเธอเกลียด Theme ที่ตัวเองเขียนที่นั่น อ้าว เข้าใจผิดหรือนี่เรา พอย้อนกลับไปอ่านนิดหน่อยก็เออจริง มันเก่ง เขียนไม่เหมือนกันจริงๆ แต่เราไม่สังเกต เพราะเราตั้งหน้าตั้งตาจะคุยกับเพื่อนมากกว่าจะอ่านเรื่องที่เพื่อนเขียน

โทษทีเพื่อน ก็ส่วนใหญ่ที่เธอเล่า จะเขียนในรูปแบบไหน เราก็คุยกันแล้วนี่นา เพียงแต่ว่าเวลาเราคุยกัน ไม่ค่อยมีใครตั้งใจฟังใครมากกว่าตั้งใจคุย ฮ่าฮ่า

edit @ 2007/08/26 06:23:31

2007/Aug/16

ในตอนแรกตอนแรกคิดว่าเทอมนี้ดิฉันสอนหนังสือไม่หนัก ครึ่งเทอมแรกหนักหน่อย เพราะมีสี่ตอนสองวิชา แถมสัมมนาอีกสอง ครึ่งเทอมหลังเหลือนวิชาเดียวสามตอน และสัมมนาเพียงหนึ่ง วางแผนใหญ่เลยว่าเทอมนี้จะทำอะไรบ้าง ก็มีแก้หนังสือหนึ่งบท เขียนงานวิจัยส่งตีพิมพ์หรือไปร่วมงานประชุมวิชาการ และแปลเอกสารซึ่งเป็นงานนอกทำเพื่อหาเงินนิดหน่อย

วันเวลาผ่านไป 4 สัปดาห์ ก็มีเหตุเหตุการณ์ พบว่าต้องไปสอนเด็กเหลือขอแทนรุ่นน้องคนหนึ่งตลอดเวลาที่เหลือของเทอม โดยที่ต้องสอนเนื้อหาประมาณ แปดสิบเปอร์เซนต์ของทั้งหมด หลังจากนั้นก็ไม่ว่าง ไม่ว่าง และไม่ว่าง ของที่วางแผนจะทำทั้งหมดในเทอมนี้ไม่ได้ทำเลย ย้ำ ไม่ได้ทำเลย

เวลาของเทอมนี้เหลืออยู่ หกสัปดาห์ จะทำเสร็จได้อย่างไรกันเนี่ย ตอนนี้ต้องติดสินบนตัวเอง ว่าจะไปพักที่ปายซักสองสามคืน ตอนหมดเทอมก่อนอาทิตย์สอบปลายภาค ขอซักสองในสามก็พอ งานน่ะ หนังสือซึ่งเป็นงานช้าง ขอแปะไว้ก่อนก็แล้วกันนะ สำนักพิมพ์ก็ยังไม่ตอบรับมา จะให้แก้ก่อนก็ไม่เอาหรอก ถ้าสำนักพิมพ์ไม่พิมพ์ให้ แล้วภาควิชาจะให้คณะพิมพ์ให้แทน งานนี้ลำบากล่ะ เพราะต้องมาแก้ไขตามที่ประุชุมของภาคอีก เหนื่อยซ้ำสอง

ถ้าได้สองในสามก็คืองานวิจัยกับแปลเอกสาร (ก็รับมาแล้ว จะไม่ทำก็ไม่ได้นิ ต่อให้ไม่อยากได้เงินก็ลำบากแล้ว) ภายในหกอาทิตย์นี่ แล้วจะไปนอนที่นี่




คืนละสามร้อยเอง เพราะไม่ใช่หน้าหนาว ดูน่ารักดีนะ รูปนี่ไปขโมยมา คนอื่นถ่ายมา คุ้ยเขี่ยนหาที่นอนระหว่างทาง คือจริงๆแล้วจะไปแม่ฮ่องสอนค่ะ เพรามีบัตรนอนโรงแรมอิมพีเรียลฟรีหนึ่งคืน แต่ถ้าอุตส่าห์ขับรถ 245 กม จากเชียงใหม่ไปแม่ฮ่องสอนเพื่อไปนอนโรงแรมนี่ (ก็ขับไปหกชั่วโมง กลับหกชั่วโมง จะไปเหลือเวลาทำอะไร) ก็คงจะบ้าไปนิด แล้วถ้าจะไม่แวะเที่ยวที่ใดเลยก็คงจะแปลกประหลาดมหัศจรรย์ไปหน่อย

ดูๆแล้วขับรถไปแม่ฮ่องสอนนี่มันผ่านปายนี่หว่า เอาเลยแวะดีกว่า งานนี้ต้องนอนสองคืน ปายคืน แม่ฮ่องสอนคืนก็แล้วกัน เที่ยวเสร็จค่อยตีรถกลับ เพราะหน้านี้ บัวตองก็ไม่มีให้ดู หมอกก็ไม่มีให้สูด ไปสำรวจเส้นทางหน่อย เข้าหน้าหนาว ถ้าเพื่อนๆจะมา จะได้พาเที่ยวได้ไง